การตรวจรับบ้านและคอนโด

ก่อนโอนบ้านควรตรวจรับบ้านเองหรือจ้างตรวจรับบ้านดีกว่ากัน

คำถามยอดฮิตสำหรับคนที่ซื้อบ้านหรือคอนโด เมื่อบ้านหรือคอนโดสร้างเสร็จ จะมีกระบวนการตรวจรับและคำถามก็จะเกิดขึ้นกับทุกคนว่า ควรตรวจรับบ้านเองหรือจ้างตรวจรับบ้านดีกว่ากัน? สำหรับตัวผมแล้วก็ไม่ได้มีความรู้ หรือประสบการณ์มากมายอะไรนัก แต่เคยได้มีโอกาสได้ตรวจคอนโดด้วยตัวเอง จึงทำให้ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง จากสิ่งที่เคยเจ็บมา เมื่อถึงโอกาสต้องตรวจรับบ้านเลยตัดสินใจได้ง่ายเลย “จ้างตรวจเถอะ” เหมือนจะจบแล้วกับบทความนี้ แต่ยังผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมเราถึงควรจ้างตรวจ และเราจะเลือกบริษัทที่เราจะจ้างตรวจบ้านหรือคอนโดของเรายังไง อันนี้สำคัญกว่าเยอะ

ทำไมเราถึงควรจ้างตรวจ หรือทำไมเราไม่ควรตรวจรับบ้านหรือคอนโดเอง

เนื่องจากเราเป็นคนธรรมดาที่ในช่วงชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้ซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างมากก็ 2 ครั้ง ทำให้ประสบการณ์เราน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับคนรับจ้างตรวจรับ ผมเลยพยายามหาเหตุผลมาประกอบการตัดสินใจว่าทำไมเราถึงไม่ตรวจตรวจรับบ้านด้วยตัวเองให้เป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจกันดู

  1. จุด Defect หาย จุดที่เราบอกให้แก้ พอมาตรวจครั้งถัดไปอาจจะมีการดึงสติกเกอร์ออกทำให้เราจำไม่ได้ว่ามีจุดไหนบ้างที่เราบอกให้แก้ การจ้างคนมาช่วยตรวจจะมีการทำรายงานที่ชัดเจน
  2. เครื่องมือในการตรวจ เราจะไม่มีเครื่องมือในการตรวจ ต้องเตรียมหาซื้อให้พร้อมก่อนวันตรวจพอควร และเครื่องมือบางอันก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
  3. ความรอบคอบในการตรวจ สำหรับบางโครงการอาจจะจำกัดจำนวนครั้งเข้าตรวจ 2-3 ครั้ง ปัญหาคือถ้าเราตรวจเองจากประสบกาณ์ที่น้อยอาจจะทำให้เพิ่งจะมาหาเห็นจุดที่เป็นปัญหาในตอนท้ายของการตรวจ จนทำให้วิศวะเริ่มมีอาการงงแงในการแก้ไข อาจจะอ้างว่าครั้งแรกที่มาตรวจไม่เห็นบอกปัญหาจุดนี้ จะขอข้ามการแก้ไขไป
  4. ไม่รู้ว่าควรจะตรวจจุดไหน ความหมายคือ ถึงคอนโดหรือของเราจะมีขนาดเล็ก แต่พอถึงวันตรวจเราจะไม่รู้เลยว่าควรจะต้องดูจุดไหน มุมไหน หรือตรวจมันยังไง  และวิเคราะห์ไม่ออกด้วยว่าเป็น Defect เล็กหรือใหญ่ หรือถ้าเจอปัญหานี้มันจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร
  5. เราไม่สามารถบอกได้ว่าจุดไหนควรแก้หรือไม่ควรแก้ เมื่อเจอจุดที่ต้องการแก้ไข (defect) วิศวะขอโครงการอาจจะอ้างกับเราว่ามันเป็นส่วนของความสวยงาม ไม่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นการใช้งานจึงขอไม่แก้ไข ซึ่งเราก็จะตอบไม่ได้ว่ามันควรจะต้องแก้ไหม หรือว่าปล่อยผ่าน การมีคนรับจ้างตรวจที่เป็นกลาง หรือเอนเอียงมาทางเรานิดหน่อย เค้าจะช่วยให้คำแนะนำที่ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าจุดไหนต้องแก้หรือไม่ต้องแก้ ยกตัวอย่างเช่น กระจกมีรอย, กระเบื้องไม่เรียบและมีรอย, ฝ้าเพดานผิวไม่เรียบ อะไรแบบนี้คนธรรมดาอาจจะมองไม่เห็นเลยหรือถึงมองเห็นแต่บริษัทรับตรวจจะช่วยเรื่องพวกนี้ได้แน่นอน
  6. เรื่องเงิน ในความคิดผมการที่คนจะมีเงินซื้อคอนโดหรือบ้านได้แล้ว เงินค่าตรวจรับบ้าน 2,000-5,000 บาท ไม่น่ามีปัญหาหรือขัดสนล่ะ และกับความแข็งแรง ถูกต้องตามแบบสเป็คโครงการ ความเรียบร้อย ความสบายใจ ผมว่ายังไงก็ควรจ่าย ยกเว้นแต่คุณจะมีเวลาศึกษาวิธีการตรวจรับบ้านอย่างจริงจังเพื่อให้ตรวจรับได้ด้วยตัวเอง (บริษัทรับจ้างตรวจเดี๊ยวนี้มีเยอะมาก ทั้งเป็นรูปแบบบริษัท หรือเป็น Freelance ทำให้การแข่งขันทางด้านราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นราคาไม่หนีกันมาก ซึ่งมันคิดตามพื้นที่ใช้สอยของบ้านหรือคอนโด)

*ปล. ข้อมูลเหล่านี้อาจจะมาจากทัศนคติของผมเพียงคนเดียว ที่อาจจะไปเจอวิศวะที่ไม่ค่อยดีก็ได้นะครับ ดังนั้นควรใช้จักรยานในการอ่าน

เราจะเลือกบริษัทที่เราจะจ้างตรวจบ้านหรือคอนโดของเรายังไง

  1. จ้างเป็นบริษัทตรวจรับบ้าน หรือจ้างเป็น Freelance ดีกว่ากัน อันนี้ผมไม่ได้เช็คละเอียดมาก แต่ในความคิดเห็นของผม ถ้าเราจ้าง Freelance เค้าจะต้องมาเป็นทีม เพราะการตรวจบ้านหรือคอนโดคนเดียวไม่ใช้เรื่องง่าย พอมาหลายคน ค่าใช้จ่ายต่อให้เป็น Freelance ก็สูงอยู่ดี และผมก็ลองเช็คราคาดูแล้วระหว่าง Freelance กับ รูปแบบบริษัทราคาไม่ต่างกัน ผมเลยเลือกใช้ที่เป็นบริษัทรับจ้างตรวจ
  2. เครืองไม้เครื่องมือในการตรวจรับบ้านหรือคอนโด หนึ่งในการเช็คว่าบริษัทตรวจรับคอนโดที่เราจะจ้างเข้ามาช่วยตรวจรับดีหรือไม่ ผมว่าเครื่องไม้เครื่องมีที่เค้าเตรียมมาก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เราตัดสินใจได้ว่าเค้ามีความเป็นมืออาชีพแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น เครื่องยิงเลเซอร์วัดฉาก, เครื่องยิงเลเซอร์วัดความสูงเพดาน, บันได, สายยาง, เครื่องเช็คปลั๊กไฟ (ที่มันเสียบเข้าไปในปลั๊กไฟแล้วมันจะตรวจให้เลยว่าปลั๊กนี้มีสายดินไหม และต่อวงจรถูกรึเปล่า) , กล้องถ่ายรูป (ถ่ายเพื่อส่ง Report) ฯลฯ
  3. สอบถามเรื่องการทำรายงาน หลังการตรวจรับจะมีการส่งรายงานมาให้เจ้าของห้องและวิศวะเพื่อทำการแก้ไขตามรายการที่ลิสต์ไว้ ดังนั้นจึงควรถามว่าหลังจากวันที่เข้าไปหน้างานจะได้รายงานการตรวจเมื่อไหร และลักษณะหรือตัวอย่างรายงานการตรวจเป็นอย่างไร มีความละเอียดเพียงใด และมีการชี้จุดแก้ไขที่ชัดเจนหรือไม่ เพื่อให้วิศวะเข้าใจและทำงานได้ง่าย
  4. จำนวนคนที่เข้ามาช่วยตรวจรับ สำหรับคอนโดที่มีขนาด 30 ตารางเมตร การตรวจคนเดียวถือว่าโอเคร แต่ถ้าเป็นบ้านแฝด, บ้านเดียว, ทาวน์โฮม, คอนโดห้องใหญ่ ผมคิดว่าควรใช้คนตรวจอย่างน้อย 2-3 คน เพื่อช่วยประหยัดเวลา และจะทำให้การตรวจรับไม่เร่งรีบเกินไปจนอาจเกิดความผิดพลาดได้
  5. จำนวนครั้งที่เข้ามาตรวจ กับราคาที่คิด เนืองบางเจ้าที่รับตรวจรับบ้านและคอนโดจะคิดเหมาตรวจ 2 ครั้ง ราคาเดียว แต่บางบางเจ้าตรวจครั้งแรกคิด x,xxx บาท ครั้งถัดไปถูกลงมา จึงต้องลองคำนวนดูว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่า

 Case Study #01
ผมเคยตรวจคอนโดด้วยตัวเองเป็นคอนโดแบบ 1 ห้องนอน ที่ขนาดไม่ใหญ่ผมว่าการตรวจด้วยตัวเองสามารถทำได้ครับ แต่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองมากหน่อยเพื่อเตรียมพร้อมในวันตรวจ มันต้องใช้อุปกรณ์ช่วยตรวจหลายอย่างพอควร เช่น เศษขนมปัง, ไขควงเช็คไฟ, แบบแปลน, สติกเกอร์ติดจุดที่แก้ ฯลฯ จุดสำคัญอยู่ที่วิศวะของโครงการที่จะคอยเดินตรวจตามเรา เค้าจะคอยให้คำแนะนำว่าจุดที่เราต้องการจะแก้นี้มันจะแก้ยังไงได้บ้าง ถ้าเจอคนที่ไม่ดียิ่งซวยหนักเพราะเราต้องศึกษาทุกอย่างด้วยตัวเองให้มากขึ้น เพื่อเถียงกับวิศวะคนนั้นว่าจุดนี้จะแก้อะไรยังไง แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่แนะนำให้ตรวจด้วยตัวคนเดียวนะครับ เพราะมันจะต้องมีจุดที่เราพลาด หรือลืมแน่ ๆ และก็เสียเวลานานด้วยควรจะมีคนรู้จัก, เพื่อนที่มีประสบการณ์, แฟน, ญาติ ไปช่วย ๆ กันดูหน่อย ข้อเสียสำหรับคนที่ตรวจรับบ้านด้วยตัวเองจากประสบการณ์ตรวจรับคอนโดครั้งแรกของผมคือ จุดนี้ผมมองว่ามันควรจะต้องแก้ หรือมันน่าจะแก้ได้ แต่พอวิศวะของโครงการบอกนั้น นู่น นี้ ยกอะไรที่มันเป็นวิชาการเข้ามา ผมก็เริ่มไม่แน่ใจล่ะว่าควรจะแก้ดีไหม แก้แล้วมันจะกระทบอะไรไหมหว่า หรือมันควรจะแก้ยังไง ผมก็จะตอบอะไรไม่ได้เลย จึงทำให้จุดนั้นต้องข้ามไป และผมไม่มีอุปกรณ์การตรวจ เช่น สัญญาณทีวีและโทรศัพท์ภายในใช้งานได้หรือไม่ แต่โชคดีที่โครงการคอนโดของผมมีบริการ

 Case Study #02
ผมเคยได้จ้างตรวจบ้านเดียวพื้นที่ใช้สอย 200 ตารางเมตร ผมแนะนำให้จ้างตรวจรับเท่านั้น เนื่องจากผมไม่สามารถตรวจบางอย่างได้ด้วยตัวเอง เช่น หลังคารั่วหรือไม่ ต้องปีนขึ้นไปดูบนฝ้า, งานท่อระบายน้ำที่ไม่มีความรู้เลย และจากการเรียนรู้ตอนตรวจคอนโด ขนาดพื้นที่แค่ 35 ตารางเมตรผมยังตรวจนาน นี่บ้านทั้งหลัง ไม่มีทางทำได้เองผมเลย จึงตัดสินใจจ้างแบบไม่ลังเล การจ้างครั้งนี้ราคาอยู่ที่ 6,000 บาท สำหรับการเข้ามาตรวจ 2 ครั้ง และมีคนเข้ามาตรวจ 3 คน (วันจริงที่มาตรวจรอบแรกมา 5 คน และตอนตรวจรอบสองมา 2 คน) ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเฉย ๆ เพราะว่าผมสะเพร่าเองคิดว่าจ้างตรวจแล้วไม่ต้องเช็คอะไรมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ ถึงเราจะจ้างเราก็ควรดูเองด้วยอยู่ดี เพราะมันก็มีจุดที่หลุดลอดสายตาคนรับจ้างตรวจอยู่บ้าง จนทำให้ในการตรวจครั้งที่ 2 เจองานแก้ใหญ่พอควร ส่งผลให้ต้องมีการตรวจครั้งที่ 3 และครั้งนี้ก็คงยากมากเพราะผมต้องตรวจเองล่ะ

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *